บทความสาระ

ศักดิ์ของกฎหมายของกฎหมาย

สร้างเมื่อ 04 กรกฎาคม 2559 | ผู้ชม 5,695 ครั้ง

ศักดิ์ของกฎหมายของกฎหมาย
กฎหมายไทย
    ประเทศไทย มีกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร ซึ่งประกอบด้วย กฎหมายหลายระดับด้วยกันเช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ข้อบัญญัติจังหวัด เทศบัญญัติ ข้อบังคับตำบล ข้อบัญญัติ กทม ประกาศคณะปฏิวัติ ฯลฯ
    หลักการสำคัญอย่างหนึ่งของกฎหมายคือ ศักดิ์ของกฎหมาย นั่นคือเนื่องจากกฎหมายในประเทศไทยมีจำนวนมาก เกี่ยวพันกับผู้คนในหลากหลายสาขาอาชีพ จึงมีโอกาสสูงที่กฎหมายสองฉบับอาจมีเนื้อความขัดกันเอง ในกรณีนี้ ให้ถือตามกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่า
    ในหัวข้อนี้จะอธิบายศักดิ์ของกฎหมายต่างๆ ให้ทราบพอสังเขป ดังนี้
ลำดับศักดิ์ของกฎหมายในระบบกฎหมายไทย แบ่งอย่างละเอียดเป็น 7 ชั้น ได้แก่
1. รัฐธรรมนูญ
2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
3. พระราชบัญญัติ / ประมวลกฎหมาย
4. พระราชกำหนด
5. พระราชกฤษฎีกา
6. กฎกระทรวง
7. กฎหมายที่ตราโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น



1. รัฐธรรมนูญ
     เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงสุด ถือเป็นกฎหมายแม่บท ใช้เป็นหลักในการปกครอบประเทศ กฎหมายอื่นๆจะขัดแย้ง กับรัฐธรรมนูญไม่ได้ กฎหมายฉบับนี้จะได้กล่าวถึงลักษณะ หลักการ การใช้อำนาจของรัฐ ในการบริหารและปกครองประเทศในภาพรวมเท่านั้น ส่วนรายละเอียด รัฐธรรมนูญจะส่งต่อให้ไปออกเป็น พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด หรือพระราชกฤษฎีกาอีกทอดหนึ่ง แล้วแต่กรณี แล้วแต่ความสำคัญและความจำเป็นของเรื่องและประเทศชาติ


2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
       เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นในรูปแบบพระราชบัญญัติ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้มีขึ้นอีกรูปแบบหนึ่งในระบบบทกฎหมายไทย เพื่อกำหนดรายละเอียดซึ่งเป็นกฎเกณฑ์สำคัญเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ บางมาตราที่บัญญัติหลักการไว้อย่างกว้าง ๆ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้มีความกระจ่างแจ้ง ชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องบัญญัติไว้ในตัวบทแห่งรัฐธรรมนูญให้มีความยาวมากเกินไป และเพื่อที่จะได้สะดวกแก่การแก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่ต้องดำเนินการตามวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ


3. พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย
      พระราชบัญญัติเป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ โดยใช้กระบวนการทางรัฐสภา กฎหมายส่วนใหญ่จะถูกออกใช้ด้วยวิธีการนี้ พระราชบัญญัติเป็นกฎหมาย ที่กล่าวถึงเรื่องราวที่จำเพาะจะจงและแคบลงมา โดยรับหลักการมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ อีกทอดหนึ่ง กฎหมายประเภทนี้จะได้กล่าวถึงหลักการของแต่ละเรื่องโดยละเอียด แต่จะไม่กล่าวถึงรายละเอียดปลีกย่อย
    พระราชบัญญัติเกือบทุกฉบับ ได้แต่งตั้งเจ้าพนักงานเพื่อให้เป็นผู้ดำเนินการ ตามที่กำหนดใว้ในกฎหมายแต่ละฉบับ และได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานดังกล่าว ให้มีหน้าที่ในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฉบับนั้นๆ ดังนั้นคำสั่งที่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย หากได้สั่งโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัตินั้นแล้ว คำสั่งนั้นจึงถือเป็นกฎหมาย    
     ประมวลกฎหมาย เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ มีศักดิ์และกระบวนการจัดทำ เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติ แต่จะเป็นกฎหมายที่มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นกฎหมายที่ ได้รวบรวมเอากฎหมายที่เป็นเรื่องเดียวกัน มาไว้ในกฎหมายฉบับเดียวกัน และนำมาจัดหมดหมู่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ง่ายต่อการนำไปใช้ เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นต้น


4. พระราชกำหนด
      เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร การออกพระราชกำหนดจะต้องเป็นกรณี เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยของสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ หรือแก้ไขภัยพิบัติสาธารณะ ซึ่งต้องเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความเร่งด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ หรือ มีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตรา ซึ่งเป็นการด่วนและลับ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน เท่านั้น
    โดยมีข้อแม้ว่า เมื่อพระราชกำหนดมีผลใช้บังคับแล้ว คณะรัฐมนตรีต้องนำพระราชกำหนดฉบับนั้นๆ เสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยมิชักช้า หากรัฐสภาไม่อนุมัติ พระราชบัญญัติฉบับนั้นต้องตกไป (ถูกยกเลิกไป) แต่ไม่กระทบถึงกิจการที่ได้ทำไปก่อนถูกยกเลิก หากรัฐสภาอนุมัติ ก็ให้พระราชกำหนดฉบับนั้นมีผลใช้บังคับเป็น "พระราชบัญญัติ" ต่อไป

5. พระราชกฤษฎีกา
    เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ รัฐธรรมนูญ หรือ พระราชบัญญัติ หรือ พระราชกำหนด ได้เปิดช่องทางและมอบให้ฝ่ายบริหารสามารถออกกฎหมายที่กำหนดรายละเอียดปลีกย่อยเอาเอง เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด แล้วแต่กรณี
    เหตุที่ต้องให้อำนาจฝ่ายบริหารเป็นผู้มีอำนาจออกกฎหมายได้นั้น ก็เนื่องจากการออก รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนดนั้น ในเนื้อหารายจะกล่าวถึงกรอบใหญ่ๆอันเป็นหลักการเท่านั้น แต่รายละเอียดในทางปฏิบัติ จะให้อำนาจฝ่ายบริหารไปกำหนดรายละเอียดเอาเอง ทั้งนี้เพื่อให้กฎหมายหลัก เช่น พระราชบัญญัติ เป็นกฎหมายที่เหมาะสมและใช้ได้ตลอดไป และสามารถแก้ไขให้ทันต่อเหตุการณ์ได้ง่าย เนื่องจากการแก้ไขพระราชกฤษฎีกา ไม่จำต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภานั่นเอง (แต่ต้องทูลเกล้าฯถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธยจากพระมหากษัตริย์)

6. กฎกระทรวง
     เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร การออกฎกระทรวงนี้เหตุผลและที่มา เช่นเดียวกับการออกพระราชกฤษฎีกาทุกประการ แล้วเมื่อใดต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา หรือออกเป็นพระราชกำหนด  อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสำคัญของเรื่องนั้นๆ   กล่าวคือ   ถ้าเป็นเรื่องที่สำคัญก็จะออกเป็นพระราชกฤษีกา หากเป็นเรื่องไม่สำคัญก็จะออกเป็นเพียง กฎกระทรวงเท่านั้น (ประกาศโดยรัฐมนตรีว่าการฯ)


7. กฎหมายที่ตราโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

        เช่น ข้อบัญญัติจังหวัด, เทศบัญญัติ, ข้อบังคับตำบล, ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร, ข้อบัญญัติเมืองพัทยา เป็นกฎหมายที่ออกโดยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้อำนาจ ในการออกกฎหมายมาจากพระราชบัญญัติบางฉบับแล้วแต่กรณี ทั้งนี้เพื่อใช้บังคับ เฉพาะในเขตปกครองของตนเท่านั้น

ประกาศคณะปฏิวัติ
    ถือเป็นกฎหมายชนิดพิเศษ เนื่องจากถือกำเนิดขึ้นด้วยวิธีการพิเศษ โดยทั่วไปแล้วอำนาจในการปกครองประเทศสูงสุดคือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เมื่อคณะปฏิวัติทำการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองทั้งหมด มาเป็นของคณะปฏิวัติแล้ว จึงถือว่าคณะปฏิวัติเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองสูงสุดในขณะนั้น ดังนั้นประกาศของคณะปฏิวัติในขณะนั้น จึงถือเป็นประกาศของคณะผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ อันถือเป็นกฎหมายนั่นเอง
    พิจารณาจากเนื้อหาของประกาศแต่ละฉบับว่า เทียบเท่ากฎหมายชั้นใด หากเป็นประกาศที่ออกมาเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าประกาศคณะปฏิวัติฉบับนั้น มีศักดิ์เทียบเท่ากับรัฐธรรมนูญเลยทีเดียว / แต่ประกาศคณะปฏิวัติบางฉบับ ที่เป็นเพียงแถลงการณ์ ไม่มีสภาพบังคับ จึงถือว่าไม่มีสภาพเป็นกฎหมายแต่อย่างใด

ตัวอย่าง การจัดทำพระราชบัญญัติ
1. ผู้มีสิทธิเสนอ คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เท่านั้น
2. ขั้นตอน มี 3 วาระ
   - วาระรับหลักการ
   - วาระแปรญัตติ  
     (ก. พิจารณาโดยคณะกรรมการที่สภาตั้งขั้น / ข.พิจารณาโดยที่ประชุมสภา )
   - วาระลงมติ
     ผู้พิจารณาได้แก่ สภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภา
     ก. สภาผู้แทนราษฏร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
     ข. วุฒิสภา เห็นด้วย / ไม่เห็นด้วย / เห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมโดยให้สภาทั้งสองตั้ง  คณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม แล้วเสนอใหม่  หลังจากมีมติเห็นชอบแล้ว ให้นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้า ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ต่อไป
1. ทรงเห็นชอบด้วย
2. ไม่ทรงเห็นชอบด้วย และพระราชทาน พรบ นั้นคืนมา
3. ไม่ได้พระราชทานร่าง พรบ. ภายใน 90 วัน
    กรณี 2 และ 3 ให้รัฐสภาลงมติใหม่ หากได้คะแนน 2 ใน 3 ให้นำขึ้นทูลเกล้าใหม่
หากไม่พระราชทานคืนมาภายใน 30 วันให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้เป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป


ตัวอย่าง การจัดทำเทศบัญญัติ
กรณีปกติ

1. ผู้มีสิทธิเสนอ คณะเทศมนตรีหรือสมาชิกสภาเทศบาล เท่านั้น
2. การพิจารณาเทศบัญญัติ เมื่อสภาเทศบาลได้พิจารณาร่างแล้วเสร็จ (ภายใน 15 วัน)
   - เทศบาลตำบล ให้ประธานสภาส่งไปยังนายอำเภอ แล้วส่งต่อไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด
   - เทศบาลเมือง/นคร ให้ประธานสภาส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด
     ก. เห็นชอบ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงชื่ออนุมัติภายใน 30 วัน
     ข. ไม่เห็นชอบ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งคืนสภาฯ แล้วพิจารณาใหม่ภายใน 30 วัน
หากสภาฯ ยืนยันร่างเดิม ให้ส่งให้ ผู้ว่าฯ เพื่อส่งต่อให้ รัฐมนตรีมหาดไทยภายใน 30 วัน  
       หากรัฐมนตรีฯ เห็นชอบให้คืนมาที่ผู้ว่า ลงชื่อ ประกาศใช้  
       หากรัฐมนตรีฯ ไม่เห็นชอบให้ ร่างนั้นระงับไป
กรณีฉุกเฉิน ประชุมสภาไม่ทัน / โดยได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด / ประกาศใช้ / เสนอต่อที่ประชุมสภาในคราวต่อไป
ประกาศโดยเปิดเผย ที่สำนักงานเทศบาล 7 วัน เว้นแต่กรณีฉุกเฉิน


ลำดับกฎหมาย
        1. รัฐธรรมนูญ
        2. พระราชบัญญัติ
            พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
            พระราชกำหนด
            ประมวลกฎหมาย
        3. พระราชกฤษฎีกา
        4. กฎกระทรวง
            บริหารบัญญัติ
            องค์การบัญญัติ
     
     กฎที่ใช้เฉพาะกลุ่ม
            กฎมนเทียรบาล
    

 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดรูปแบบการปกครองและระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดจนรับรองและส่งเสริมสิทธิต่าง ๆ ของประชาชนทั้งประเทศ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยยังเป็นกฎหมายแม่บทของกฎหมายอื่นทุกฉบับ กฎหมายอื่นจึงจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมิได้ มิเช่นนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้เลย
มักมีผู้เรียก "รัฐธรรมนูญ" ว่า "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" พึงทราบว่า "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" (Constitutional Law) นั้นเป็นคำเรียกสาขาวิชาทางนิติศาสตร์และเรียกกฎหมายมหาชนแขนงหนึ่งซึ่งว่าด้วยการวางระเบียบการปกครองรัฐในทางการเมือง ส่วน "รัฐธรรมนูญ" (Constitution) นั้นคือกฎหมายจริง ๆ ฉบับหนึ่งซึ่งจัดระเบียบการปกครองรัฐในทางการเมือง
 
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายชนิดนี้อยู่ในรูปของพระราชบัญญัติในประเทศไทย และมีศักดิ์เดียวกันกับพระราชบัญญัติ แต่มีวิธีการตราที่พิสดารกว่าพระราชบัญญัติเนื่องเพราะเป็นกฎหมายที่อธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ
 
พระราชบัญญัติ และประมวลกฎหมาย เป็นกฎหมายชั้นรองลงมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นกฎหมายที่ถือได้ว่าคลอดออกมาจากท้องของรัฐธรรมนูญโดยตรง องค์กรที่มีหน้าที่ตรากฎหมายสองประเภทนี้ได้แก่รัฐสภา
 
พระราชกำหนด เป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจในการตราให้แก่ฝ่ายบริหารคือคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ใช้ในกรณีรีบด่วนหรือฉุกเฉิน พระราชกำหนดนั้นเมื่อมีการประการใช้แล้วคณะรัฐมนตรีต้องนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ถ้ามิได้รับความเห็นชอบก็เป็นอันสุดสุดลง แต่ผลของการสิ้นสุดลงนี้ไม่กระทบกระเทือนบรรดาการที่ได้กระทำลงระหว่างใช้พระราชกำหนดนั้น
 
พระราชกฤษฎีกา เป็นกฎหมายที่กำหนดรายละเอียดซึ่งเป็นหลักการย่อย ๆ ของพระราชบัญญัติหรือของพระราชกำหนด เปรียบเสมือนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่อธิบายขยายความในรัฐธรรมนูญ
 
กฎองค์การบัญญัติ เป็นกฎหมายที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตราขึ้นและใช้บังคับภายในเขตอำนาจของตน ได้แก่ ข้อบังคับตำบล เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และข้อบัญญัติเมืองพัทยา เนื่องจากอำนาจในการตรากฎหมายประเภทนี้ได้รับมาจากพระราชบัญญัติ โดยทั่วไปจึงถือว่ากฎองค์การบัญญัติมีศักดิ์ต่ำกว่าพระราชบัญญัติ ชั่วแต่ว่าใช้บังคับภายในเขตใดเขตหนึ่งเป็นการทั่วไปเท่านั้น
 
กฎกระทรวง เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารและไม่ต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากรัฐสภา มีลักษณะคล้ายพระราชกฤษฎีกาเพราะศักดิ์ของผู้ตราต่างกัน
"เมื่อพระราชกฤษฎีกากับกฎกระทรวงมีความใกล้เคียงกันมาก ข้อที่พิจารณาให้เห็นถึงความแตกต่างกันว่าควรจะออกกฎหมายในรูปพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงนั้น ขึ้นอยู่กับว่า เนื้อหาของกฎหมายที่ต้องการบัญญัตินั้นมีความสำคัญเพียงใด ซึ่งหากมีความสำคัญเป็นอย่างมากจะออกมาในรูปของพระราชกฤษฎีกา แต่ถ้ามีความสำคัญน้อยกว่าก็ออกในรูปของกฎกระทรวง"
 
ผลการจัดศักดิ์ของกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร
1. การออกกฎหมายที่มีศักดิ์ของกฎหมายต่ำกว่าจะออกได้โดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าหรือตามที่กฎหมายศักดิ์สูงกว่าให้อำนาจไว้
2. กฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่าซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจของกฎหมายศักดิ์สูงกว่า จะออกมาโดยมีเนื้อหาเกินกว่าขอบเขตอำนาจที่กฎหมายศักดิ์สูงกว่าให้ไว้มิได้ มิฉะนั้นจะใช้บังคับมิได้เลย
3. หากเนื้อหาของกฎหมายมีความขัดแย้งกัน ต้องใช้กฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าบังคับ ไม่ว่ากฎหมายศักดิ์สูงกว่านั้นจะออกก่อนหรือหลังกฎหมายศักดิ์ต่ำกว่านั้น

Update : 24 กรกฎาคม 2560 (14:36)

บทความสาระ

  • ประกาศศาลแพ่ง เรื่อง คำบอกกล่าวให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม

    ประกาศศาลแพ่ง เรื่อง คำบอกกล่าวให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม
    ผู้ชม 313 ครั้ง

  • ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายกรณีฉุกเฉินในสถานการณ์เกี่ยวกับการแพร่..

    ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายกรณีฉุกเฉินในสถานการณ์เกี่ยวกับการแพร่..
    ผู้ชม 375 ครั้ง

  • ผู้ที่ยื่นจดใบอนุญาตและรับใบอนุญาตทนายความ..สามารถรับสมุดใบอนุญาตและ..

    ผู้ที่ยื่นจดใบอนุญาตและรับใบอนุญาตทนายความ..สามารถรับสมุดใบอนุญาตและ..
    ผู้ชม 319 ครั้ง

  • ประกาศ รายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการอบรมโครงการอบรมทนายความผู้ช่วย....

    ประกาศ รายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการอบรมโครงการอบรมทนายความผู้ช่วย....
    ผู้ชม 214 ครั้ง

MORE ALL